LOG IN

Cote d'Ivoire (Ivory Coast)

by bean.blah.blah

เมื่อประมานยุค 60-80 เริ่มมีการปลูกโกโก้กันมากขึ้นในแอฟริกา หลายคงคุ้นชื่อ Cote d'Ivoire  ซึ่งถือว่าเมล็ดโกโก้เกือบครึ่งนึงของโลกมาจากที่นี่ แต่เรื่องราวการปลูกโกโก้ ในแอฟริกามันไม่ได้สวยงาม อย่างในช่วงแรก มันกลายเป็นเรื่องเศร้า ที่ไม่น่าเชื่อว่าจะเกี่ยวข้องกับ chocolate หนึ่งในขนมหวานที่เป็นที่รู้จักกันมากที่สุด

ณ Cote d'Ivoire  2006
สวนโกโก้ที่แทรกอยู่ระหว่างต้นมะม่วง ต้นกล้วยและต้นปาล์ม  ผลสีแดงอมเหลืองห้อยอยู่ตามกิ่งก้านของต้น Theobroma เมื่อชาวสวนเด็ดผลสุขจากกิ่ง แล้วผ่าออกเผื่อเอาเมล็ดด้านใน ซึ่งวางเรียงรายเกือบโหล เมล็ดสี เทาอมม่วง ขนาดเท่าเมล็ดอัลมอนด์ ถูกห่อหุ้มด้วย เปลือกหุ้มเมล็ดสีน้ำตาลอ่อน หลังจากนั้นจะถูกหมักไว้กลางแจ้ง หลายวัน  micro-organisms ก็เริ่มทำงาน พร้อมทั้งกระบวนการทางเคมีเกือบ 400 รูปแบบเพื่อแปลงร่างเมล็ด cocoa ที่ไม่มีรสชาติอะไรเลยให้มีคุณสมบัติที่จะทำให้คนทั้งโลกติดขนมหวานชนิดนี้ หลังจากนั้นก็เอาไปตามแดด ให้แห้ง เพื่อนำไปส่งยังท่าเรือจำหน่ายออกไป

ที่น่าตลกปนความเศร้า คือ ถ้าหากถามชาวบ้านว่ารู้มั้ยว่า เมล็ดโกโก้ที่พวกเค้าเก็บเกี่ยวแล้วไปไหน ส่วนใหญ่ตอบได้แค่ว่าไปถึงท่าเรือ the great port of SanPedro แล้ว หลังจากนั้นหล่ะ เอาไปใช้ทำอะไร  ชาวสวนส่วนใหญ่จะเริ่ม นึกไม่ออก เพียงแต่เดาว่าคงเป็นส่วนประกอบของอะไร บางอย่าง หากถามถึง chocolate bar ว่าเคยกินมั้ย คงมีเพียงหนึ่งถึงสองคนเท่านั้นที่เคยกิน ทั้งๆที่พวกเค้าปลูกกันเป็นหมู่บ้าน....ความรู้สึกสับสนค่อยๆเริ่มขึ้นจากจุดนี้และยิ่งสะท้อนใจว่า  ชาวไร่ปลูกต้นโกโก้ ไม่รู้ ว่า chocolate คืออะไรและเช่นเดียวกับคน กิน chocolate ที่ไม่รู้ cocoa beans มาจากไหน

Cote d'Ivoire 1970
Houphouet-Boigny (1960 -1933 )บิดาของต้นโกโก้ใน Cote d'Ivoire เผื่อหวังให้ชาวบ้านมีความเป็นอยู่ที่ดีขึ้น แต่เมื่อเขาตายไปนโยบายก็ไม่ได้ไปต่อ จากเมืองที่รุ่งเรืองก็ กลายเป็นสงครามเผื่อแย่งชิงผืนดิน ไร่โกโก้
นโยบายคุณ Houphouet-Boigny คือ เสนอที่ดินสำหรับปลูกโกโก้ ต่อชาวชนบทของประเทศรอบๆ โดยให้สัญญาปากปล่าวกับชาวบ้านว่าจะได้สิทธิทำกิน ตอนแรกก็เหมือนจะเวิร์ก จนพอคุณ Houphouet-Boigny ตาย ชาวบ้านก็เป็นกังวลเพราะตลอดเวลาที่ผ่านมาไม่เคยมีเจ้าหน้าคนไหนเค้ามาจัดการมอบหลักฐานความเป็นเจ้าของที่ดินปลูกต้นโกโก้กับให้พวกเค้าเลย ทั้งๆที่ปลูกมากันกว่า 20 ปี ความเศร้ามันไม่ได้มีแค่นั้น หมู่บ้าน Sinikosson แปลเป็นภาษาอังกฤษคือ  made for tomorrow แต่ชีวิตจิงมันไม่เข้ากับชื่อเลย ดูเหมือนจะทำไปวันๆมาก ไม่น่าเหลือใช้ถึงพรุ่งนี้  ถึงแม้จะเป็นพียงไม่กี่หมู่บ้านที่ไม่ได้รับการรบกวนจากทหาร หรือกองโจร แต่เด็กๆก็ไม่เคยได้ไป โรงเรียน หรือมีโรงพยาบาล  ไม่มีไฟฟ้า หรือ การช่วยเหลือใดจากราชการในแง่การพัฒนา แต่ถึงจะแย่ขนาดนั้นในสายตาพวกเรา ชาวบ้านยืนยันบอกว่าก็ยังดีกว่า ประเทศเพื่อนบ้านของ Cote d'Ivoire ที่พวกเค้าจากมาเพราะความอดยาก 
ปัจจุบันหลังจากเรื่องราวเหล่านี้ได้ถูกเปิดเผยออกมามากขึ้น ผู้คนจากประเทศต่างๆ โดยเฉพาะแถบยุโรปและอเมริกา พยายามกระตุ้นการให้ความสำคัญกับผู้ผลิต และ ความเป็นธรรมกับพวกเค้า  โดยการสนับสนุน Fair Trade System และ Sustainable agriculture ให้ชัดเจนมากขึ้น เหตุการณ์ดังกล่าวยังผลักดันให้เกิดช็อกโกแลตชนิดใหม่ที่เรียกว่า single origin chocolateซึ่งจะเป็นการซื้อเมล็ดโดยตรงจากชาวสวนและกลุ่มสหกรณ์การเกษตร

image from cargill.com/
image from cargill.com/
Blogger of Chocolate story from around the world to Thailand...single-origin / bean-to-bar / small-batch chocolate bar

bean.blah.blah
OTHER SNAPS